← บล็อก
4 min read

การฝึกสมอง (Cognitive Training) คืออะไร ฉบับเข้าใจง่าย

คนกำลังฝึกความจำและสมาธิผ่านโจทย์บนแท็บเล็ตด้วยสีหน้าสงบและจดจ่อ สะท้อนว่าการฝึกสมองในชีวิตประจำวันมีหน้าตาเป็นอย่างไร

การฝึกสมอง (cognitive training) คือการทำโจทย์ที่ออกแบบมาเพื่อบริหารความสามารถทางจิตเฉพาะด้านซ้ำ ๆ อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นความจำขณะใช้งาน สมาธิ ความเร็วในการประมวลผล หรือการให้เหตุผล แนวคิดของมันเรียบง่ายและคล้ายการออกกำลังกายอยู่ไม่น้อย คือเลือกทักษะที่อยากพัฒนา แล้วฝึกอย่างตั้งใจและสม่ำเสมอจนเราเก่งขึ้นในเรื่องนั้น นี่คือแก่นความหมายของการฝึกสมอง และเป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจให้ชัด เพราะคำ ๆ นี้มักถูกการตลาดปั้นให้บานปลายเกินจริงไปไกลกว่าที่มันทำได้

บทความนี้จะตอบด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายว่า การฝึกสมองคืออะไร มุ่งฝึกอะไร ต่างจากการเล่นเกมฆ่าเวลาตรงไหน และที่สำคัญที่สุดคือหลักฐานงานวิจัยบอกอะไรกับเรากันแน่ สรุปสั้น ๆ ก่อนเลยคือ เราเก่งขึ้นจริงในโจทย์ที่ฝึกและทักษะที่ใกล้เคียงกัน แต่คำโฆษณาก้อนโตที่ว่า "ทำให้สมองคมขึ้นโดยรวม" นั้นไม่เป็นความจริง จากนี้เราจะพาไปดูว่าการฝึกสมองครอบคลุมทักษะด้านใดบ้าง ใช้กันในบริบทไหน ฝึกอย่างไรให้ได้ผล และแอปฟรีสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่าง QZBrain เข้ามาเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่ "เลือกได้" ตรงจุดไหน

การฝึกสมองคืออะไรกันแน่

การฝึกสมองคือ การฝึกความคิดอย่างตั้งใจ เราเลือกความสามารถทางจิตขึ้นมาสักด้าน ทำแบบฝึกที่ออกแบบมาให้กระตุ้นด้านนั้นโดยเฉพาะ แล้วทำซ้ำเรื่อย ๆ จนทักษะแข็งแรงขึ้น คำว่า "เป็นระบบและทำซ้ำ" นี่แหละที่ทำให้มันต่างจากการแค่คิดหนัก ๆ หรือยุ่งอยู่ทั้งวัน เล่นอักษรไขว้บ้างเป็นครั้งคราวก็สนุกดี แต่สิ่งที่เรียกว่าการฝึกสมองคือการมีชุดโจทย์ที่ตั้งเป้าชัด ทำอย่างสม่ำเสมอ และวัดความก้าวหน้าได้

ในภาษาพูดทั่วไป คำว่า "ฝึกสมอง (brain training)" กับ "การฝึกการรู้คิด (cognitive training)" ใช้แทนกันได้แทบสนิท และก็ไม่ผิดอะไร นักวิจัยและบุคลากรทางการแพทย์มักเรียกว่า "cognitive training" ส่วนในสโตร์แอปจะใช้คำว่า "brain training" แต่ทั้งสองคำหมายถึงกิจกรรมเดียวกัน นั่นคือการฝึกทักษะทางจิตเฉพาะด้านอย่างจงใจ

ต่างจากเกมเล่น ๆ อย่างไร

เกมมือถือทั่วไปสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงและดึงให้เราเล่นต่อเป็นหลัก ส่วนโจทย์ฝึกสมองออกแบบมาเพื่อ แยกและกระตุ้นความสามารถทางจิตเฉพาะด้าน ซึ่งมักมีสามคุณสมบัติที่เกมทั่วไปไม่มี

การฝึกสมองมุ่งฝึกทักษะด้านใดบ้าง

การฝึกสมองไม่ได้มีแบบเดียว แต่เป็นกลุ่มวิธีฝึกที่มุ่งไปยังความสามารถทางจิตคนละด้านกัน ด้านหลัก ๆ ได้แก่

โปรแกรมและแอปส่วนใหญ่มักผสมหลายด้านเข้าด้วยกันมากกว่าจะตอกย้ำเพียงด้านเดียว เพราะการฝึกแต่โจทย์แคบ ๆ ซ้ำแบบเดียวมักทำให้เราเก่งแค่โจทย์นั้นโจทย์เดียว

หลักฐานงานวิจัยบอกอะไรจริง ๆ

ส่วนนี้ขอให้อ่านอย่างตั้งใจ เพราะเป็นจุดที่การฝึกสมองมักถูกขายเกินจริงที่สุด ภาพรวมทั้งหมดวางอยู่บนแนวคิดหนึ่งจากจิตวิทยาการรู้คิด นั่นคือ การถ่ายโยง (transfer) หรือคำถามที่ว่าผลของการฝึกแผ่ขยายไปได้ไกลแค่ไหน

ลองเทียบให้เห็นภาพ การยกดัมเบลเล่นกล้ามแขนทำให้แขนแข็งแรงขึ้น (ถ่ายโยงระยะใกล้) แต่ไม่ได้ทำให้ว่ายน้ำเก่งขึ้น (ถ่ายโยงระยะไกล) การฝึกสมองก็ทำงานแบบเดียวกัน คือเสริมความแข็งแรงให้ "กล้ามเนื้อทางความคิด" เฉพาะมัด แต่ไม่ได้อัปเกรดทั้งระบบ

เมื่อนักวิจัยนำผลการศึกษาหลายชิ้นมารวมกัน รูปแบบเดิมก็ยังเป็นจริง รายงานทบทวนหลักฐานชิ้นใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อปี 2017 สรุปไว้อย่างระมัดระวังว่า การฝึกสมองช่วยให้ทำได้ดีขึ้นในด้านที่ฝึกจริง แต่การถ่ายโยงไปยังด้านอื่นเกิดขึ้นน้อยมาก และในการทดลองระยะยาวที่หนักแน่นที่สุด มันไม่ได้ทำให้สถิติการวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมเปลี่ยนไปเลย (รายงานทบทวนหลักฐานปี 2017) งานวิเคราะห์อภิมานชิ้นสำคัญก็ชี้ไปทางเดียวกันว่า ยิ่งห่างจากโจทย์ที่ฝึกออกไปไกลเท่าไร ประโยชน์ก็ยิ่งจางลงเท่านั้น และผลของการถ่ายโยงระยะไกลแบบกว้าง ๆ ก็แทบจะ เป็นศูนย์

แหล่งข้อมูลทางการแพทย์ก็ลงเอยที่จุดเดียวกัน Mayo Clinic เลือกใช้น้ำเสียงที่รอบคอบแทนที่จะปัดทิ้ง คือแอปฝึกสมองสนุกได้และอาจช่วยลับทักษะเฉพาะด้านให้คมขึ้น แต่คำกล่าวอ้างที่ว่ามันเพิ่มพลังสมองโดยรวมหรือป้องกันภาวะสมองเสื่อมนั้นยังไม่มีหลักฐานหนักแน่นรองรับ (Mayo Clinic)

สรุปได้ดังนี้

ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าการฝึกสมองไร้ความหมาย แต่หมายความว่าเราควรใช้มันเพื่อสิ่งที่มันให้ได้จริง นั่นคือการฝึกทักษะเฉพาะด้านอย่างเป็นรูปธรรม และไม่ต้องไปสนใจใครก็ตามที่สัญญาว่าจะมอบ IQ ก้อนใหม่ให้ เราถกประเด็นนี้ต่ออย่างละเอียดใน เกมฝึกสมองได้ผลจริงไหม

การฝึกสมองถูกนำไปใช้ที่ไหนบ้าง

ควรแยกบริบทสามแบบที่ต่างกันมากออกจากกันให้ชัด เพราะมักถูกนำมาปนกันจนพร่าเลือน

1. การพัฒนาตัวเองในชีวิตประจำวัน

นี่คือการใช้ที่พบบ่อยที่สุด ผู้คนฝึกความจำ สมาธิ และคิดเลขในใจวันละไม่กี่นาที เพื่อรักษาทักษะให้คม สร้างนิสัยสงบ ๆ และมีทางเลือกที่มีจุดมุ่งหมายกว่าการไถหน้าจอไปเรื่อย ๆ นี่คือปลายทางสบาย ๆ ที่ไม่กดดัน สนุก เลือกทำได้ และวัดคุณค่าได้ดีที่สุดจากการถ่ายโยงระยะใกล้และความสม่ำเสมอ ไม่ใช่จากคำกล่าวอ้างเรื่องการรู้คิดที่ยิ่งใหญ่

2. โรงเรียนและการเรียนรู้

บางครั้งคุณครูใช้การฝึกสั้น ๆ ที่ตั้งเป้าชัด เช่น วอร์มอัปความจำ เกมฝึกสมาธิ หรือแบบฝึกคิดเลขเร็ว เป็นวิธีปูทักษะพื้นฐานแบบไม่กดดัน หากใช้ให้ถูกที่ถูกทาง สิ่งเหล่านี้คือส่วนเสริมเบา ๆ ให้การสอนจริง ไม่ใช่ตัวแทนของการสอน กิจกรรมสั้น ๆ ที่จบในตัวยังทำหน้าที่เป็น กิจกรรมพักสมองในห้องเรียน ที่ช่วยรีเซ็ตสมาธิระหว่างคาบเรียนได้อย่างลงตัวอีกด้วย

3. การใช้ในคลินิกและการฟื้นฟูภายใต้การดูแล — เป็นคนละเรื่องกัน

อันนี้ต่างออกไปจริง ๆ ในบริบททางคลินิก เช่น หลังภาวะหลอดเลือดสมองหรือสมองบาดเจ็บ หรือเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลภาวะบางอย่าง การฟื้นฟูการรู้คิด (cognitive rehabilitation) จะดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรม ปรับให้เข้ากับแต่ละบุคคล และผูกกับเป้าหมายการบำบัดเฉพาะราย มันคือกระบวนการที่ มีผู้เชี่ยวชาญชี้นำ ไม่ใช่แอปสำหรับผู้บริโภค และไม่ใช่สิ่งที่จะสั่งจ่ายให้ตัวเองผ่านมือถือ หากปัญหาด้านการรู้คิดเริ่มกระทบชีวิตประจำวัน นั่นคือเรื่องที่ต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เรื่องของการดาวน์โหลดแอป และแอปใช้งานทั่วไปข้างต้นก็ทดแทนการดูแลภายใต้ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้

ฝึกสมองอย่างไรให้ได้ผลดี

ถ้าอยากให้การฝึกประจำวันคุ้มค่ากับเวลา วิธีฝึก สำคัญกว่า แอปที่เลือกใช้ มาก ลองยึดหลักไม่กี่ข้อที่สอดคล้องกับหลักฐานต่อไปนี้

  1. สม่ำเสมอดีกว่าหักโหม ฝึกสั้น ๆ แทบทุกวันได้ผลกว่าฝึกยาว ๆ ทีเดียวสัปดาห์ละครั้ง ลองผูกมันเข้ากับสิ่งที่ทำอยู่แล้ว เช่น ตอนจิบกาแฟยามเช้า ระหว่างเดินทาง หรือหลังมื้อเย็น
  2. หลากหลายดีกว่าฝึกซ้ำโจทย์เดียว การฝึกแต่โจทย์แคบ ๆ ซ้ำแบบเดียวมักทำให้เก่งแค่โจทย์นั้น การผสมทั้งความจำ ตัวเลข และสมาธิช่วยให้การฝึกครอบคลุมกว้างขึ้น
  3. ความสนุกมีน้ำหนัก การฝึกที่ดีที่สุดคืออันที่เราอยากเปิดขึ้นมาทำในวันพรุ่งนี้จริง ๆ ถ้ามันรู้สึกเหมือนงานบ้านที่ต้องทน สุดท้ายเราก็จะเลิกไปเอง
  4. ตั้งความคาดหวังให้สมจริง คาดหวังได้ว่าจะเก่งขึ้นในโจทย์และทักษะเฉพาะที่ฝึก แต่อย่าคาดหวังว่าจะได้ IQ ก้อนใหม่ ความคาดหวังที่พองโตนำไปสู่ความผิดหวัง และความผิดหวังนี่แหละที่ทำให้คนเลิกฝึกกลางคัน
  5. ทำควบคู่กับเรื่องพื้นฐาน ข้อนี้สำคัญยิ่งกว่าตัวการฝึกเสียอีก การนอนหลับ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการจัดการความเครียด ช่วยการรู้คิดได้มากกว่าโปรแกรมฝึกใด ๆ โดยเฉพาะกิจกรรมทางกายที่มีหลักฐานหนุนหลังหนักแน่นเป็นพิเศษ และ กลยุทธ์เพิ่มสมาธิตอนอ่านหนังสือ ที่ใช้ได้จริงก็ช่วยได้เช่นกัน การฝึกสมองเป็นส่วนเสริมที่น่ารื่นรมย์ของกิจวัตรสุขภาพดี ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแทนที่กิจวัตรนั้น

ข้อแนะนำสำหรับพ่อแม่

หากกำลังทำสิ่งนี้กับลูก ขอให้วางกรอบให้มันเป็นแค่ฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่เลือกได้ของวันที่สมดุล ไม่ใช่ยาวิเศษแก้ปัญหาสมาธิ สิ่งที่มีค่าที่สุดต่อสมาธิของเด็กเล็กล้วนอยู่ นอกหน้าจอ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการนอน การเล่น การอ่านหนังสือด้วยกัน การได้ขยับตัว และกิจวัตรที่ชัดเจน PBS KIDS for Parents มี เคล็ดลับช่วยให้ลูกมีสมาธิ ที่สมเหตุสมผลและเน้นลดหน้าจอ และมีเพิ่มเติมใน วิธีเพิ่มสมาธิให้เด็ก ให้แอปมีบทบาทเล็ก ๆ แบบไม่จับเวลาและไม่กดดัน และที่ต้องย้ำให้ชัดคือ เกมไม่ได้วินิจฉัยหรือรักษาอะไรทั้งสิ้น หากลูกมีปัญหาสมาธิที่เรื้อรังหรือรุนแรง นั่นเป็นเรื่องที่ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือแพทย์ ไม่ใช่ข้อสรุปที่ได้จากผลการเล่นเกม

QZBrain: ตัวอย่างการฝึกประจำวันที่เข้าถึงง่าย

ถ้าอยากได้ตัวอย่างการฝึกสมองในชีวิตประจำวันแบบเป็นรูปธรรม QZBrain เป็นกรณีที่หยิบมาชี้ได้อย่างเป็นธรรม ก็เพราะมันไม่สัญญาเกินจริงนี่แหละ มันเป็นแอปฝึกสมอง ฟรี จาก Flashcards World SL ใช้ได้ทั้งบน iPhone และ iPad, Android และบนเว็บ โดย ไม่กล่าวอ้างเรื่อง IQ และไม่กล่าวอ้างทางการแพทย์ ใด ๆ มันวางตัวเป็นวิธีฝึกทักษะเฉพาะด้านทุกวันแบบเร็วและไม่กดดัน ซึ่งตรงกับสิ่งที่หลักฐานบอกว่าการฝึกแบบนี้ทำได้ดีพอดี

มีรายละเอียดหลายอย่างที่สอดคล้องกับหลักการข้างต้น

QZBrain ไม่ได้เพิ่ม IQ หรือทำให้เราฉลาดขึ้นโดยรวม สิ่งที่มันทำได้ดีคือทำให้การฝึกประจำวันรวดเร็ว หลากหลาย และสนุกพอที่เราจะทำต่อเนื่องได้จริง ซึ่งเป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่มักทำพลาด

ลองเซสชันฟรีห้านาทีดูได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

การฝึกสมองคืออะไร

การฝึกสมองคือการทำโจทย์ที่ออกแบบมาเพื่อบริหารความสามารถทางจิตเฉพาะด้านซ้ำ ๆ อย่างเป็นระบบ ทั้งความจำขณะใช้งาน สมาธิ ความเร็วในการประมวลผล และการให้เหตุผล เป้าหมายคือเสริมความแข็งแรงให้ทักษะที่ตั้งเป้าไว้ผ่านการฝึกอย่างตั้งใจและสม่ำเสมอ

การฝึกสมองได้ผลจริงไหม

ได้ผลกับสิ่งที่มันมุ่งฝึกจริง ๆ แต่ไม่ได้ผลกับคำกล่าวอ้างก้อนใหญ่ หลักฐานแสดงอย่างหนักแน่นถึง การถ่ายโยงระยะใกล้ คือเราเก่งขึ้นในโจทย์ที่ฝึกและในทักษะที่ใกล้เคียง แต่ไม่พบ การถ่ายโยงระยะไกล ไปยังความสามารถกว้าง ๆ ที่อยู่ห่างออกไป เราเจาะลึกประเด็นนี้ใน เกมฝึกสมองได้ผลจริงไหม

การฝึกสมองกับ brain training เป็นเรื่องเดียวกันไหม

ในการใช้งานทั่วไปก็ใช่ "cognitive training" คือคำที่นักวิจัยและบุคลากรทางการแพทย์ใช้ ส่วน "brain training" คือเวอร์ชันที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคซึ่งเราเห็นในสโตร์แอป ทั้งคู่อธิบายการฝึกทักษะทางจิตเฉพาะด้านอย่างจงใจ ป้ายชื่อสำคัญน้อยกว่าการเข้าใจว่าการฝึกแบบนี้ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้

การฝึกสมองเหมาะกับใคร

แทบทุกคนที่อยากมีวิธีฝึกทักษะเฉพาะด้านแบบไม่กดดันและรักษานิสัยให้คงเส้นคงวา ทั้งนักเรียน ผู้ใหญ่ที่ชีวิตยุ่ง และผู้สูงอายุที่ชอบทำให้สมองตื่นตัวอยู่เสมอ รูปแบบที่ไม่จับเวลาและไม่กดดันยังเหมาะกับเด็กเล็กและผู้เรียนที่ขี้กังวลด้วย ส่วน การฟื้นฟูการรู้คิดในคลินิก ภายใต้การดูแลนั้นเป็นวิธีฝึกที่แยกต่างหากและมีผู้เชี่ยวชาญชี้นำสำหรับความต้องการทางการแพทย์เฉพาะราย ซึ่งควรจัดผ่านแพทย์ ไม่ใช่ผ่านแอปบนมือถือ

นานแค่ไหนถึงจะเห็นผล

โดยทั่วไปเราจะสังเกตเห็นตัวเองเก่งขึ้นในโจทย์ภายในไม่กี่วันถึงราวสองสัปดาห์ของการฝึกอย่างสม่ำเสมอ แต่พึงจำไว้ว่าการพัฒนานั้นเกิดขึ้นในทักษะที่ฝึกเอง ไม่ใช่ในตัวชี้วัดสติปัญญาวงกว้าง และการฝึกสั้น ๆ ทุกวันได้ผลกว่าการฝึกยาว ๆ นาน ๆ ที

อะไรช่วยการรู้คิดได้มากกว่าการฝึกสมอง

เรื่องพื้นฐานต่างหาก และทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น ทั้งการนอนหลับสม่ำเสมอ การออกกำลังกายเป็นประจำ และการจัดการความเครียด เสริมด้วยนิสัยการจดจ่อที่ดีและการเรียนรู้ของจริง การฝึกสมองเป็นเพียงส่วนเสริมเล็ก ๆ ที่น่ารื่นรมย์ของกิจวัตรสุขภาพดี ไม่ใช่ตัวแทนของกิจวัตรนั้น

สรุปส่งท้าย

แล้วการฝึกสมองคืออะไร มันคือการฝึกซ้ำ ๆ อย่างตั้งใจที่มุ่งไปยังทักษะทางจิตเฉพาะด้าน และมีประโยชน์จริงทั้งในแง่ทำให้เราเก่งขึ้นในทักษะเหล่านั้นและช่วยสร้างนิสัยประจำวันที่สงบ ส่วนสิ่งที่มันไม่ใช่ก็คือทางลัดสู่การพัฒนาการรู้คิดในวงกว้าง เพราะหลักฐานเรื่องการถ่ายโยงระยะไกลนั้นไม่มีอยู่จริง ขอให้แยกการใช้แบบผู้บริโภค ในห้องเรียน และในคลินิกออกจากกันให้ชัด ฝึกควบคู่ไปกับการนอน การออกกำลังกาย และสมาธิ ตั้งความคาดหวังให้สมจริง แล้วการฝึกสมองจะตอบแทนเวลาที่เราทุ่มลงไปคุ้มค่า

ถ้าอยากให้ฟันเฟืองประจำวันชิ้นนี้มีคนดูแลให้ ลองเล่น QZBrain ดู ฟรี ออฟไลน์ และไม่เก็บข้อมูล ฝึกความจำ ตัวเลข และสมาธิในเวลาราวห้านาทีต่อวันได้บน iPhone และ iPad, Android หรือ เว็บ อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเครื่องมือเบื้องหลัง แวะไปที่ ศูนย์รวมการฝึกสมอง QZBrain